วันพุธที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

บทที่2 ประวัติศาสตร์การท่องเที่ยวจากยุคเริ่มต้นถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่2

ในสมัยอาณาจักรโรมันการท่องเที่ยวมีทั้งการท่องเที่ยวภายในและภายนอกประเทศ แต่การท่องเที่ยวระหว่างประเทศนั้นเป็นการท่อเที่ยวที่ไร้พรมแดนเพราะไม่มี อาณาเขตแบ่งแยกดินแดนว่าเป็นดินแดนของอังกฤษ หรือซีเรีย อย่างในปัจจุบัน เพราะอาณาจักรโรมันครอบคลุมไปถึงหมด ทุกแห่งใช้เงินตราของโรมัน ท้องทะเลปลอดจากพวกโจรสลัด เพราะมีการลาดตระเวนของทหารโรมัน


การท่องเที่ยวในยุคกลาง

ยุคกลางคือช่วงที่อยู่ระหว่าง คศ.500-1500 หรือเป็นช่วงที่ต่อจากการล่มสลายของอาณาจักรโรมัน ก่อนจะเข้าสู่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ เรียกอีกอย่างว่า ยุคมืด ถนนถูกปล่อยให้ทรุดโทรมเศรษฐกิจตกต่ำแต่ศาสนจักรโรมันคาทอลิคยังเป็นศูนย์ รวมของสังคมและอำนาจการเดินทางมีความลำบากมากขึ้นและอันตรายมากขึ้น
คนชั้นสูงและคนชั้นกลางนิยมเดินทางเพื่อการแสวงบุญ เป็นการเดินทางที่ไกลขึ้นสำหรับผู้ที่เคร่งศาสนา ปัญหาที่นักเดินทางในยุคกลางต้องเผชิญคือ โจรผู้ร้ายที่คอยดักปล้นนักเดินทาง มัคคุเทศน์ในสมัยนั้นจึงต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำทาและเป็นผู้ปกป้องนักเดิน ทางด้วย


การพัฒนาการคมนาคมทางถนนในคริสตศตวรรษที่ 17 ถึงต้นศตวรรษที่ 19

ช่วงก่อนศควรรษที่ 16 คนที่ต้องการเดินทามีวิธีที่จะทำได้ 3 วิธี คือ การเดินเท้า การขี่ม้า ใช้เสลี่ยงโดยมีคนรับใช้เป็นผู้แบก การเดินทางก็มักจะไม่ปลอดภัยจากพวกโจรผู้ร้ายที่คอยดักปล้นนักเดินทางตามทาง ดังนั้นคนที่เดินทางในสมัยนั้นจึงเป็นพวกชนชั้นปกครองหรือคนในราชสำนัก และพวกคนร่ำรวยที่มีบ้านหลังที่สองในชนบทเท่านั้นที่จะเดินทางเพื่อความสนุก เพลิดเพลินจนล่วงถึงศตวรรษที่18
ศตวรรษที่18 ประมาณ คศ.1815 ถนนในยุโรปมีการพัฒนาดีขึ้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากการค้นพบประโยชน์ของยาง มะตอย มีการพัฒนารถโดยสารสาธารณะ เรียกว่า Charabanc เป็นครั้งแรกในปี คศ.1832


กำเนิดยุคสถานที่ตากอากาศชายทะเล

การอาบน้ำทะเลเพิ่งจะเริ่มเป็นที่นิยมในอังกฤษตั้งต่สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ เป็นต้นมา เมือง Scarborugh เป็นเมือแรกที่คนนิยมไปบบัดโรคด้วยน้ำทะเล และตามมาด้วยเมือง Brighton 2เมืองนี้เริ่มต้นในราวทศวรรษที่ 1730


การท่องเที่ยวหลังสงครามโลกครั้งที่2

การยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี คศ.1945 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องรูปแบบของการเดินทางครั้งสำคัญ คือ การเดินทางระยะไกลด้วยเครื่องบิน เที่ยวบินแรกเป็นการบินข้ามมหาสมุทรอตลนติคระหว่างนิวยอร์คกับเมือง ปอร์ธสมัธ เนื่องจากใช้เวลาการบินนานระยะรกจึงไม่ค่อยนิยม
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการบินได้เกิดขึ้นในปี คศ.1970 มีการเปิดตัวเครื่องบินเจท การจัดทัวร์เหมาได้เริ่มตั้งต่ทศวรรษที่ 1920 โดยการิเริ่มของ Thomas Cook





บทที่1 ความหมาย ความสำคัญของการท่องเที่ยว

บทที่1 ความหมาย ความสำคัญของการท่องเที่ยว

1.เป็นการเดินทางจากที่อยู่อาศัยปกติไปยังที่อื่นเป็นการชั่วคราว
2.เป็นการเดินทางด้วยความสมัครใจ
3.เป็นการเดินทางด้วยวัตถุประสงค์ใดๆก็ตามที่มิใช่เพื่อการประกอบอาชีพและการหารายได้

นักท่องเที่ยว(Tourist)
คือผู้มาเยือนชั่วคราว และอาศัย ณ สนถานที่ที่ไปเยี่ยมเยือนอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เพื่อใช้เวลาว่างหรือเพื่อประกอบธุรกิจ

นักทัศนาจร(Excursionist)
คือผู้มาเยือนชั่วคราวและพักอาศัย ณ สถานที่ที่ไปเยี่ยมเยือน ไม่เกิน 24 ชั่วโมง รวมถึงเดินทางโดยเรือสำราญต่ไม่รวมผู้โดยสารผ่าน

วัตถุประสงค์ของการเดินทาง

1.เพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนานละพักผ่อน
2.เพื่อธุรกิจ
3.เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ

ประเภทของการท่องเที่ยว

แบ่งออกเป็น 3 วิธีใหญ่ ได้แก่
การแบ่งตามสากล
1.การท่องเที่ยวภายในประเทศ
2.การท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศ
3.การท่องเที่ยวนอกประเทศ
การแบ่งตามลักษณะการจัดการเดินทาง
1.การ ท่องเที่ยวแบบหมู่คณะหรือเรียกว่าGroup Inclusive Tour:GITแบ่งออกเป็นอีก 2 ลักษณะคือ กรุ๊ปเหมา และกรุ๊ปจัด กรุ๊ปเหมา คือการท่องเที่ยวของคณะนักท่องเที่ยวซึ่งมีความสัมพันธ์กัน ส่วนกรุ๊ปจัด คือการเดินทางของคณะนักท่องเที่ยวซึ่งไม่มีความสัมพันธ์ทั้งด้านส่วนตัวและ ด้านหน้าที่การทำงานต่มีความต้องการที่จะเดินทางร่วมกันไปยังสถานที่เดียว กัน โดยที่นักท่องเที่ยวต่ละคนจะซื้อโปรแกรมนำเที่ยวที่ถูกจัดไว้
2.การท่องเที่ยวแบบอิสระ เรียกว่าForein Individual Tourism:FITนักท่องเที่ยวต้องการความเป็นอิสระ แมกเดินทางตามลำพัง

การแบ่งตามวัตถุประสงค์ของการเดินทาง

จำเป็นต้องพิจารณาถึงกิจกรรมหลักของการท่องเท่ยวที่เกิดขึ้น ณ สถานที่นั้นๆ เป็นหลัก อาจแบ่งออกได้เป็น
1.การท่องเที่ยวเพื่อความเพลิดเพลินและพักผ่อน
2.การท่องเที่ยวเพื่อธุรกิจ
3.การท่องเที่ยวเพื่อวัตถุประสงค์พิเศษ
ก.การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ(Ecotourism)
ข.การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและกีฬา(Health and Sport Tourism)
ค.การท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม(Culture Tourism)
ง.การท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสชาติพันธ์ละวัฒนธรรมพื้นถิ่น(Ethic Tourism)
จ.การท่องเที่ยวเพื่อการศึกษา(Eduation Tourism)

อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว จึงหมายถึง ธุรกิจท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยแรงงานการลงทุน เทคนิควิชาชีพเฉพาะ มีการวางแผน การจัดการองค์กร และการตลาด เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมประเภทอื่นๆ ต่ตกต่างกันตรงที่ สินค้าในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นสินค้าที่เรียกว่า สินค้าที่จับต้องไม่ได้ (Intangible goods) และไม่มีการเคลื่อนที่ไปหาผู้ซื้อ แต่ผู้ซื้อหรือนักท่องเที่ยวต้องเดินทางไปซื้อสินค้าหรือบริการ ณ แหล่งผลิต

ความสำคัญของการท่องเที่ยว
ทางด้านเศรษฐกิจ
1.สร้างรายได้เป็นเงินตราเข้าประเทศเป็นจำนวนมาก นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 เป็นต้นมา
2.การท่องเที่ยวก่อให้เกิดการหมุนเวียนและกระจายได้ไปสู่ท้องถิ่น
3.การท่องเที่ยวก่อให้เกิดการนำเอาทรัพยากรมาใช้อย่างคุ้มค่า ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดในรูปแบบต่างๆ
4.การท่องเที่ยวช่วยลดปัญหาการว่างงานและ อพยพเข้ามาในเมืองหลวงของประชากรจากชนบท

ทางด้านสังคมและวัฒนธรรม

1.การท่องเที่ยวมีส่วนส่งเสริมให้เกิดความสัมพันธ์อันดีของมวลชน
2.การท่องเที่ยวมีส่วนในการพัฒนา
3.การท่องเที่ยวมีส่วนในการลดปัญหาสังคม
4.การท่องเที่ยวมีส่วนในการช่วยฟื้นฟู
5.การท่องเที่ยวมีส่วนช่วยให้คนในสังคมรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

ทางด้านการเมือง

1.การท่องเที่ยวช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
2.การท่องเที่ยวช่วยส่งเสริมความมั่นคงปลอดภัยและภาพลักษณที่ดีให้เกิดมีแก่ประเทศ

395 ปี บันทึกของปินโต : หลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือนิยายผจญภัย

395 ปี บันทึกของปินโต : หลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือนิยายผจญภัย
บันทึกความทรงจำของแฟร์เนา เมนเดซ ปินโต( Fernão Mendez Pinto ค.ศ.1509-1583) เรื่อง “Pérégrinação”เป็นเรื่องเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม ภูมิประเทศ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี และเหตุการณ์บ้านเมืองต่างๆ รวมทั้งอัตชีวประวัติของเขาอย่างน่าตื่นเต้น จึงเป็นที่มาของการตรวจสอบว่าหนังสือฉบับนี้มีสถานะเป็นหลักฐานประวัติ ศาสตร์นิพนธ์หรือเป็นเพียงนิยายผจญภัย

ประวัติของปินโต

ปินโตเป็นชาวเมืองมองเตอมูร์เก่า (Montemor-o-velho) ใกล้เมืองกูอิงบรา (Coinbre) ในราชอาณาจักรโปรตุเกส ปินโตเกิดในครอบครัวยากจน ชีวิตของเขาตกอยู่ในอันตรายจนต้องหลบหนีลงเรือจากเมืองกูแอ ดึ แปดรา ปินโตเคยเผชิญปัญหาเรืออับปาง 5 ครั้ง ถูกขาย 16 ครั้งและถูกจับเป็นทาสถึง 13 ครั้ง เนื่องจากได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติและศาสนาอย่างเต็มที่ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจจากราชสำนัก ปินโตจึงไปใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองปรากัลป์ (Pragal) ใกล้เมืองอัลมาดา (Almada) ทางใต้ของโปรตุเกส ปินโตเขียนหนังสือชื่อ “Pérégrinação”ขึ้น และถูกตีพิมพ์หลังจากเขาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1583 หลังจากปินโตถึงแก่กรรม บุตรีของเขาได้มอบต้นฉบับหนังสือเรื่อง “Pérégrinação” ให้แก่นักบวชสำนักหนึ่งแห่งกรุงลิสบอน ต่อมากษัตริย์ฟิลิปที่ 1 (Philip I of Portugal,1581-1598 และทรงเป็นกษัตริย์ฟิลิปที่ 2 แห่งสเปน - Philip II of Spain,1556-1598) ทรงได้ทอดพระเนตรงานนิพนธ์ชิ้นนี้ บุตรีของปินโตจึงได้รับพระราชทานบำเหน็จรางวัลแทนบิดา การท่องเที่ยวผจญภัยของแฟร์นังด์ มังเดซ ปินโต ค.ศ1537-1558” แปลโดยสันต์ ท. โกมลบุตร ต่อมากรมศิลปากรร่วมกับกรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการ
รูปแบบการนำเสนอ

งานเขียนของปินโตถูกนำเสนอในรูปของร้อยแก้ว บางตอนก็ระบุว่าเรื่องที่ได้ยินได้ฟังมาจากคำบอกเล่าและการสอบถามผู้รู้ อาทิ เหตุการณ์เมื่อสมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จสวรรคต บางตอนก็ระบุว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ด้วยตนเอง จุดมุ่งหมายที่จริงจังของทั้งปินโตและโคแกนสะท้อนให้เห็นคุณค่าของเหตุการณ์ สถานที่ ทรัพยากร อารมณ์ ความรู้สึกและวัฒนธรรมอันหลากหลายของผู้คนที่ปรากฏในหนังสือ “Pérégrinação” ซึ่งเดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เมื่อกล่าวถึงจำนวนเรือที่เข้ามาค้าขายในกรุงศรีอยุธยาก่อนหน้าการเข้ามาของ ตน (จดหมายเหตุลาลูแบร์ฉบับสมบูรณ์ เล่ม 1,2510 : 502) ซึ่งเป็นที่น่าสงสัยว่าหากลาลูแบร์เคยได้ยินการเสียดสีงานเขียนของปินโตมา บ้างก่อนที่จะเดินทางเข้ามาสยาม เขาควรจะได้ตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานจากผู้รู้พื้นเมืองชาวสยามอีกครั้ง ก่อนจะตีพิมพ์งานเขียนของตนที่กรุงอัมสเตอร์ดัมในปีค.ศ.1714 เพราะงานเขียนของปินโตเคยถูกล้อเลียนมาแล้วอย่างอื้อฉาว แต่กลับไม่ปรากฏข้อวิพากษ์ความน่าเชื่อถือของปินโตในงานของลาลูแบร์

คุณค่าทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับราชอาณาจักรสยาม

บันทึกของปินโตนับเป็นเอกสารสำคัญที่กล่าวถึงเรื่องราวส่วนหนึ่งเกี่ยวกับ ทรัพยากร การทหาร วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ กฎหมายและเรื่องราวในราชสำนักสยามกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 และมักจะถูกอ้างอิงเสมอเมื่อกล่าวถึงบทบาททางการทหารของชุมชนโปรตุเกสในรัช สมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (ค.ศ.1543-1546) เมื่อเกิดศึกระหว่างสยามกับเชียงใหม่ขึ้นใน ค.ศ.1548 (พ.ศ.2091) ปินโต กล่าวว่า “ชาวต่างประเทศทุกๆชาติที่ไปร่วมรบกับกษัตริย์สยามนั้นต่างก็ได้รับคำมั่น สัญญา ว่าจะได้รับบำเหน็จรางวัล การยกย่อง ผลประโยชน์ ความชื่นชมและเกียรติยศชื่อเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะได้รับอนุญาตให้สร้างโบสถ์เพื่อการปฏิบัติศาสนกิจในแผ่น ดินสยามได้....”
ความน่าเชื่อถือ

งานเขียนปินโตบางส่วนมีรูปแบบเป็นจดหมายติดต่อกับบุคคล (Campos,1940,P.21) ดังนั้นจึงไม่ควรมองข้ามความแม่นยำของเวลา (Timing) ที่ระบุในบันทึกของเขา และปินโตยังยืนยันว่าเขาได้รับจดหมายฝากฝัง (recommended letter) จากผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งเมืองกัว (Goa) เพื่อให้ได้เข้าเฝ้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระราชินีแคเธอรีนแห่ง โปรตุเกส (Cogan,1653 : 317) แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการอ้างอิงพยานบุคคลของเขา หนังสือ “ Pérégrinação ” ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสยามน้อยมาก ซึ่งอาจจะอธิบายได้ว่าตอนกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 ศูนย์กลางของโปรตุเกสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งอยู่ที่มะละกา ปินโตจึงให้ความสำคัญต่อมะละกามากกว่ากรุงศรีอยุธยา การที่ราชสำนักโปรตุเกสสนใจดินแดนทางใต้ของพม่าและชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก ของจีนก็น่าจะมีผลต่อโครงเรื่องของปินโตเช่นกัน การที่เขามีฐานะเป็นเพียงกลาสีเรือ นักผจญภัย แสวงโชค มิใช่บุตรขุนนางหรือนักการทูต มิใช่พ่อค้าหรือนายทหารที่ถูกส่งเข้ามาติดต่อกับสยามโดยตรง ทำให้เนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังสือของเขาเน้นกล่าวถึงสถานที่ต่างๆตามชายฝั่ง มหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกที่เขาเคยเดินทางไปถึงมากกว่า
สรุป

งานนิพนธ์ของปินโตมีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นเพียง วรรณกรรมประโลมโลกหรือนิยายผจญภัยของกลาสีเรือ แม้เนื้อหาบางตอนจะดูตื่นเต้นเร้าใจเกินกว่าจะมีความสมจริงตามทัศนะของนัก ประวัติศาสตร์ แต่มีหลักฐานประวัติศาสตร์ชิ้นใดบ้างที่ปราศจากคำถามและความเคลือบแคลง งานของปินโตถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความแม่นยำของศักราชก็เพราะบันทึกของ เขาเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นจากความทรงจำเมื่อเขาเดินทางกลับไปใช้ชีวิตอยู่ใน โปรตุเกสระยะหนึ่งแล้ว

วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ตลาดน้ำอโยธยา


ตลาดน้ำอโยธยา









ตลาดน้ำอโยธยา มีที่ตั้งอยู่ที่ 65/12 หมุ่ 7 ตำบลไผ่ลิง
อำเภอพนะนครศรีอยุธยา มีบริการนั่งช้าง
เข้าป่า ชมนกป่า หลากหลายชนิด ชมโบราณสถาน และการแสดงโชว์งูทุกวัน



"ตลาดน้ำอโยธยา" จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะให้สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว และ ศึกษาทางเชิงอนุรักษ์ศิลปะวัฒนธรรมไทยตั้งแต่สมัยอยุธยาทั้งด้านการแต่งกายสถาปัตยกรรมที่งดงามและคงเอกลักษณ์ขนบธรรมเนียมประเพณี การละเล่น การแสดงพื้นบ้าน ของกินของใช้ในยุคเก่า วิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไทย ๆ ที่เรียบง่าย

ภายในตลาดน้ำอโยธยาก็จะมีทั้ง ของฝาก ของใช้ และแถมยังมีอาหารอร่อย ๆ ให้เลือกชิมอีกมากมาย สินค้าส่วนใหญ่จะมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ออกสไตล์ไทยๆ ผสมผสานกับแนวคิดร่วมสมัย จะเก่าก็ไม่เชิง จะใหม่ก็ไม่ใช่ จะเป็นของ handmade ที่หลายๆคนต้องอยากได้แน่นอนครับ ในส่วนของอาหารก็มีอาหารพื้นเมือง อาหารที่ซื้อไม่ได้ง่าย ๆ หาทานที่กทม.ลำบาก อาหารบางอย่างผมก็เคยเป็นครั้งแรก มีอาหารอร่อยๆเยอะแยะไปหมดเลยครับ และก็มีเรือขายขนม อาหาร สร้างบรรยากาศแบบตลาดน้ำ ที่นี่มีเรือขายสินค้า อาหารทั้งหมด 50 ลำ และร้านค้าอีก 249 ร้านค้าในส่วนที่ชอบมากๆของตลาดน้ำอโยธยา คือ ที่ตลาดน้ำอโยธยาจะมีมุมสวยๆ ให้เราได้ถ่ายรูปเยอะแยะมากมายเลยครับ สำหรับคนที่ชื่นชอบการถ่ายรูป จะต้องชอบเป็นพิเศษแน่นอนเลยครับ อากาศในนั้นก็ไม่ค่อยร้อนเท่าไหร่ เนื่องจากจะมีน้ำล้อมรอบ อากาศถ่ายเทสะดวกมากครับ ใครที่ได้แวะไปต้องมีความรู้สึกที่อยากจะพักอยู่นาน ๆ แน่นอน